หนุนศูนย์ความร่วมมือด้านยาต้านพิษ

ผอ.ใหญ่องค์การอนามัยโลก” เยี่ยมชม “ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี” จัดระบบช่วยผู้ป่วยเข้าถึงยาต้านพิษ พร้อมชื่นชมไทยส่งยาต้านพิษรักษาผู้ป่วยไนจีเรีย เป็นการช่วยเหลือเพื่อมนุษยชน พร้อมหนุนยกเป็น “ศูนย์ความร่วมมือขององค์การอนามัยโลกด้านยาต้านพิษ” ต้นแบบประเทศอื่นพัฒนาระบบการเข้าถึงยา นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงาน

ในการจัด “ระบบเพื่อเพิ่มการเข้าถึงยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษและเซรุ่มแก้พิษงู” ของ “ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี” คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งร่วมดำเนินการกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทั้งนี้องค์การอนามัยโลกได้อยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการเพื่อให้ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดีเป็นร่วม “ศูนย์ความร่วมมือขององค์การอนามัยโลกด้านยาต้านพิษ” จากผลงานด้านการพัฒนาระบบการเข้าถึงยากำพร้า ไม่เพียงแต่ดูแลผู้ป่วยในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังดูแลผู้ป่วยในประเทศเพื่อนบ้าน ล่าสุดช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้มีการจัดส่งยาต้านพิษโบทูลินัมแอนตีท็อกซิน (Botulinum antitoxin) ไปยังประเทศไนจีเรีย เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รีบพิษจากโบทูลินัมท็อกซิน (Botulinum toxin) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้ช่วยเหลือผู้ป่วยไนจีเรียที่ได้รับพิษโบทูลินัมท็อกซิน นับเป็นการช่วยชีวิต ถือเป็นเรื่องที่ดี เป็นการช่วยเหลือเพื่อมนุษยชน โดยเป็นผลจากการพัฒนาระบบการเข้าถึงยากำพร้าที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งนี้มองว่าควรมีการพัฒนาต่อยอด โดยองค์การอนามัยพร้อมสนับสนุนเพื่อให้ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดีร่วมเป็นศูนย์ความร่วมมือขององค์การอนามัยโลกด้านยาต้านพิษ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการขององค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้าน นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ผลงานที่เกิดขึ้นมาจากการจัดระบบเพื่อเพิ่มการเข้าถึงยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษและเซรุ่มแก้พิษงู ทั้งในด้านบริหารจัดการ การจัดเก็บและการจัดส่ง เบื้องต้นเป็นการเริ่มต้นในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อแก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงยา จากการทำงานของศูนย์พิษวิทยาฯ และ สปสช.ร่วมกันอย่างใกล้ชิด ผลที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ดูแลผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการรักษาผู้ป่วยทั้งประเทศ รวมถึงยังช่วยเหลือผู้ป่วยในประเทศที่ขาดแคลนที่จำเป็นต้องได้ยาต้านพิษได้. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth